คำตอบโดยสังเ่ขป
ผู้ที่คิดว่าศาสนาและวิทยาศาสตร์ไม่อาจจะปรับเ่ข้าหากันได้ แสดงว่าไม่เ่ข้าใจธรรมชาติของศาสนาเ่ทวนิยมโดยเ่ฉพาะศาสนาอิสลาม อีกทั้งไม่เ่ข้าใจว่าพื้นที่คำสอนของศาสนาและพื้นที่ความรู้ของวิทยาศาสตร์ก็แยกออกเ่ป็นเ่อกเ่ทศ  เ่มื่อพื้นที่ต่างกัน ก็ย่อมไม่มีความขัดแย้งเ่กิดขึ้น

คำสอนของศาสนามีอิทธิพลต่อมนุษย์ในสามพื้นที่ด้วยกัน นั่นคือ ความสัมพันธ์กับตนเ่อง ความสัมพันธ์กับผู้อื่น(สังคมและสิ่งแวดล้อม) และความสัมพันธ์กับพระเ่จ้า  และในฐานะที่อิสลามถือเ่ป็นศาสนาที่ครบถ้วนสมบูรณ์มากที่สุด ได้สนองตอบความต้องการของมนุษย์ทุกยุคสมัยด้วยกระบวนการที่เ่รียกว่า “อิจญ์ติฮาด”ซึ่งได้รับการวางรากฐานโดยวงศ์วานศาสดามุฮัมมัด

ส่วนเ่ทคโนโลยีนั้น มีอิทธิพลเ่พียงในพื้นที่แห่งประสาทสัมผัส และมีไว้เ่พื่อค้นพบศักยภาพของโลกและจักรวาลที่ซ่อนอยู่ ตลอดจนเ่พื่อประดิษฐ์เ่ครื่องมือในการใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าจากเ่นียะอฺมัตของอัลลอฮ์เ่ท่านั้น
จึงกล่าวได้ว่านวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ช่วยแผ่ขยายพื้นที่ในการตรากฏเ่กณฑ์ศาสนาให้กว้างยิ่งขึ้น เ่พราะในทัศนะอิสลามแล้ว สามารถจะวินิจฉัยปัญหาใหม่ๆได้โดยใช้กระบวนการอิจญ์ติฮาดและอ้างอิงขุมความรู้ทางฟิกเ่กาะฮ์

รายละเ่อียดคำตอบ
สาเ่หตุที่บางคนคิดว่าศาสนาและวิทยาศาสตร์ไม่อาจจะปรับตัวเ่ข้าหากันได้นั้น ก็เ่นื่องจากไม่ทราบข้อเ่ท็จจริงเ่กี่ยวกับศาสนาเ่ทวนิยม ไม่เ่ข้าใจพื้นที่คำสอนของศาสนาอิสลาม และไม่รู้ว่ามีศาสนาใดบ้างที่ไม่ขัดต่อวิทยาศาสตร์และเ่ทคโนโลยี

ศาสนาเ่ป็นศัพท์ที่มีความหมายค่อนข้างกว้าง ครอบคลุมศาสนาทุกศาสนา ไม่ว่าจะศาสนาเ่ทวนิยม หรืออเ่ทวนิยม ศาสนาที่จำต้องสังคายนา หรือศาสนาที่ยังคงเ่ดิม. อย่างไรก็ดี ศาสนาเ่ทวนิยมที่พระเ่จ้าทรงบัญญัติขึ้นล้วนตอบสนองความต้องการของประชาชาติในยุคสมัยนั้นๆเ่ป็นหลัก  แต่ตามความเ่ชื่อของเ่ราแล้ว อิสลามเ่ป็นศาสนาเ่ดียวที่สามารถตอบโจทก์ได้ในทุกยุคสมัย ในขณะที่ศาสนาอื่นๆไม่มีคุณสมบัติดังกล่าว ทั้งนี้ก็เ่นื่องจากอิสลามเ่ป็นศาสนาเ่ทวนิยมสุดท้ายและครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุดนั่นเ่อง.


ผู้ที่คิดว่าวิทยาศาสตร์และศาสนาเ่ป็นสิ่งที่ไม่อาจจะรวมกันได้จะต้องคำนึงว่า พื้นที่คำสอนของศาสนาแตกต่างจากพื้นที่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เ่ทคโนโลยี  เ่พราะวิทยาศาสตร์มุ่งเ่น้นเ่พียงการทดลอง อันจะสามารถค้นพบศักยภาพของโลกและจักรวาลที่ซ่อนอยู่ ตลอดจนเ่พื่อประดิษฐ์เ่ครื่องมือเ่พื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากเ่นียะอฺมัตของอัลลอฮ์อย่างคุ้มค่าเ่ท่านั้น

แต่สิ่งที่ทำให้มนุษย์ต้องหันมาพึ่งศาสนาก็คือ การมีอยู่ของปัจจัยบางอย่างที่ไม่อาจจะค้นพบได้ด้วยสติปัญญา ประสาทสัมผัส และประสบการณ์  ซึ่งสติปัญญาและคัมภีร์อัลกุรอานก็ได้ยืนยันถึงข้อจำกัดของประสาทสัมผัสของเ่รา โดยกล่าวไว้ว่า “... علّمكم ما لم تكونوا تعلمون”[1] (พระองค์ได้สอนแก่สูเ่จ้าถึงสิ่งที่สูเ่จ้าไม่เ่คยรับรู้มาก่อน)  จากจุดนี้ทำให้ทราบว่า ต่อให้มนุษย์จะก้าวหน้าเ่พียงใด ก็ไม่มีวันก้าวข้ามความจำเ่ป็นต้องมีศาสนาได้อย่างเ่ด็ดขาด


คำสอนของศาสนามีไว้เ่พื่อบริหารความสัมพันธ์ของมนุษย์สามประเ่ภท อันได้แก่:
1. ความสัมพันธ์ต่อตนเ่อง  2.ความสัมพันธ์กับผู้อื่น(สังคมและสิ่งแวดล้อม)  3. ความสัมพันธ์กับพระเ่จ้า  ซึ่งก็แสดงว่าอิสลามให้ความสำคัญกับโลกนี้ไม่แพ้โลกหน้า และถือว่าสามารถพัฒนาโลกนี้ในลักษณะที่สอดรับกับความผาสุกในโลกหน้าได้  คุณประโยชน์เ่ช่นนี้จะไม่สามารถพบเ่ห็นได้จากจริยศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเ่ทคโนโลยีเ่ชิงวัตถุนิยม


ศาสนาให้ความสำคัญต่อสติปัญญาพอๆกับจิตใจ  หากจะพิจารณากันให้ดี ถามว่าในเ่มื่อวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถจะเ่ข้าใจมนุษย์ได้อย่างถ่องแท้ จะเ่สนอแนะหลักการดำเ่นินชีวิตได้อย่างไร?  สามารถรับประกันความผาสุกแก่มนุษย์ได้หรือไม่?  แม้ว่าวิทยาศาสตร์จะมีประโยชน์มหาศาล แต่ก็ช่วยเ่ราได้เ่พียงนำเ่สนอวิธีการต่างๆเ่ท่านั้น  ไม่สามารถจะนำเ่สนอปรัชญาชีวิตแก่มนุษย์ได้  มนุษย์ต้องการปรัชญาและเ่ป้าหมายในการดำเ่นินชีวิตเ่ป็นอันดับแรก แล้วจึงค่อยคิดหาวิธีการดำเ่นินสู่เ่ป้าหมาย  ด้วยเ่หตุนี้อิสลามจึงขันอาสาทำหน้าที่ในส่วนที่วิทยาศาสตร์เ่ข้าไม่ถึง  และปล่อยให้วิทยาศาสตร์เ่ทคโนโลยีนำเ่สนอวิธีการที่เ่หมาะสมในเ่รื่องต่างๆโดยไม่ก้าวก่าย


นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ช่วยแผ่ขยายพื้นที่ในการตรากฏเ่กณฑ์ศาสนาให้กว้างยิ่งขึ้น เ่พราะในทัศนะอิสลามแล้ว สามารถจะวินิจฉัยปัญหาใหม่ๆได้โดยใช้กระบวนการอิจญ์ติฮาด(การวินิจฉัยบทบัญญัติ)และอ้างอิงขุมความรู้ทางฟิกเ่กาะฮ์  ซึ่งเ่มื่อพิจารณาถึงความกว้างขวางของอิจญ์ติฮาดในทัศนะของอิสลามแล้ว ก็ไม่จำเ่ป็นต้องกังวลว่าบทบัญญัติอิสลามจะสามารถประยุกต์เ่ข้ากับยุคสมัยได้หรือไม่อีกต่อไป สรุปคือ ไม่ว่ามนุษยชาติจะพัฒนาวิทยาการไปอย่างล้ำสมัยเ่พียงใด แต่ก็ไม่อาจจะปฏิเ่สธความต้องการศาสนาได้

ในทางกลับกัน ถ้าหากความก้าวหน้าทางเ่ทคโนโลยีช่วยให้มนุษย์ไม่ต้องพึ่งพาศาสนาได้จริงๆ  เ่ราจะต้องเ่ห็นว่าภายในไม่กี่ศตวรรษหลังจากการเ่ผยแพร่อิสลาม  มนุษย์ควรจะต้องถึงจุดอิ่มตัวทางศาสนาและนำสติปัญญาเ่ข้ามาแทนที่อย่างสมบูรณ์  ทว่าสภาพการณ์ในยุคร่วมสมัยกขัดแย้งกับสมมุติฐานดังกล่าว เ่พราะไม่เ่พียงแต่มนุษย์จะไม่สามารถหาสิ่งอื่นมาแทนที่ศาสนาได้  แต่กลับยิ่งกระหายจะได้รับน้ำทิพย์จากศาสนาหลังจากที่ดื้อแพ่งต่อศาสนานับตั้งแต่ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาในยุโรปเ่ป็นต้นมา